ค้นหาแบบฟรีสไตล์

สูตร ร้านอาหาร
   Home
   หมึกแดงแผลงฤทธิ์
   สูตรเด็ดสัปดาห์นี้
   รายการ TV
   เว็บบอร์ดเรื่องครัว
   หมึกแดงชวนชิม
   เคล็ดลับคู่ครัว
   บทความ
   นายตูดหมึก
   ยายเมี้ยน..จิ๊..จ๊ะ
   Secret File
   หนังสือหมึกแดง
   สาส์นจากหมึกแดง
   สินค้าสมาชิก
   ประวัติ
   สมัครสมาชิก
 
 
 
ร้าน Sara-Jane’s (สถานีรถไฟฟ้า BTS เพลินจิต)
กรุงเทพธุรกิจ ( @ TASTE) : ฉบับที่ 89 (วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน 2546)

           การที่ผมไปอยู่เมืองนอกมานานเกือบ 30 ปีทำให้ผมไม่ได้รู้เรื่องวงการอาหารในประเทศไทยเลย และผมก็มีความรู้สึกว่าตัวเองเชยมากๆ เลย เพราะว่ามีน้องและใครๆ หลายคนมาถามว่าพี่เคยกินอย่างงี้ไหม เคยกินอย่างงั้นใหม เคยไปกินที่นี่หรือยัง เราก็ได้แต่บอกว่าไม่เคย เพราะว่าเรายังไม่รู้เลย ว่ามีร้านอาหารพวกนี้เกิดขึ้นมาในช่วงเวลาที่ผมอยู่ที่เมืองนอกและก็เป็นร้านอาหารแปลกๆ และก็ concept ใหม่ๆ ด้วย ก็เลยไม่แน่ใจว่า เอ๊ะ! เรานี่เชยหรือว่าเรานี่โง่ แต่ว่าก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ ที่ผมไปอยู่เมืองนอกนาน เลยไม่ได้ติดตามการพัฒนาของวงการอาหารในเมืองไทย พอกลับมาอยู่เมืองไทยได้ 10 ปีแล้ว ในปีนี้ ก็ยังมีความรู้สึกว่ายังมีร้านอีกมากมาย ที่เค้าเปิดมา 10-20 ปีแล้ว และผมยังไม่ได้ไปชิม ซึ่งมีรสชาติที่อร่อยและควรที่จะแวะไปชิม ก็มีน้องหลายๆ คนมากระเซ้าผมว่าทำไมพี่หมึกแดงเชยอย่างงี้ เคยไปกินอาหารอีสานผสมกับอาหารอิตาเลี่ยนไหม ผมก็บอกว่าในเมืองไทยในกรุงเทพนี่มีด้วยเหรอ เค้าก็บอกว่ามีสิ มีตั้งหลายสาขา ชื่อร้าน Sara Jane’s พี่นี่เชยจัง เค้าเปิดมาตั้ง 17 ปีแล้ว ผมก็ว่า เหรอ แล้วทำไมชื่อ Sara Jane’s เค้าก็ว่า ก็ลองไปชิมดูสิ แล้วถ้าอร่อยก็เขียนถึงซักหน่อยแล้วกัน เพราะว่าร้านนี้เป็นร้านที่ขายอาหารอีสาน มีส้มตำ มีอะไรต่ออะไร แต่อยู่ห้องแอร์ แล้วชื่อ Sara Jane’s จริงๆ ผมเลยให้เลขาไปถามว่ามีสาขาไหนบ้าง เค้าบอกว่ามี 3 สาขา สาขาที่ผมไปอยู่ที่ ตึกสินธรทาวเวอร์ 1 เป็นร้านที่สวยงาม สะอาด ครัวเป็นแบบเปิด เหมือนกับร้านอาหารหรูๆ นี่แหละ แต่ว่าไม่หรูจนเกินไป แล้วอาหารที่เค้าเสริฟ ก็เป็นอาหารที่ผสมผสานกัน ระหว่างอาหารอีสานกับอาหารอิตาเลี่ยน แต่ว่าส่วนมากแล้วจะเป็นอาหารอีสาน ทั้งโต๊ะ บรรยากาศ การจัดร้าน ทุกสิ่งทุกอย่างดูทันสมัยดี เป็นร้านอาหารสมัยใหม่มากเลย อาหารเค้าก็ไม่แพงจนเกินไป แต่ก็ต้องแพงกว่าร้านที่เข็นขายตามถนนเป็นธรรมดา เพราะว่าเค้าต้องเสียค่าแอร์ ค่าเช่าตึก ค่าจ้างพนักงาน และอะไรต่อมิอะไรมากกว่า อาหารของเค้าเสริฟได้สะอาดเรียบร้อย เลยต้องดูว่ารสชาติเป็นยังไง ผมก็สังเกตุดูว่าที่โต๊ะมีถ้วย ใส่ผักที่เอาไว้กินแกล้มต่างๆ เช่น ใบโหระพา ใบอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมดเลย และเค้าก็จัดได้สวยงามดูเหมือนเครื่องประดับโต๊ะยังไงอย่างงั้นเลย แต่ว่ากินได้ ไอเดียเค้าดีนะ

         สิ่งแรกที่สั่งมาก็คือซี่โครงแหนมทอด ซึ่งไม่เหมือนซี่โครงแหนมทอดที่ผมกินที่เชียงใหม่ เค้าใช้เนื้อซี่โครงที่ติดกระดูกอ่อนเนื้อเยอะและติดมันนิดหน่อย เค้าบอกว่าเค้าหมักเองด้วย ไม่เปรี้ยวจนเกินไป รสชาติเข้มข้นมากเลย แล้วไม่ต้องแกะกระดูกออกนะ กัดกระดูกอ่อนแล้วก็เคี้ยวกรุบๆ ได้เลย อร่อยเป็นบ้าเลย หลังจากนั้นก็ชิมลาบปลาดุก ผมสั่งลาบปลาดุกเพราะอยากจะรู้ว่าเค้าทำเป็นยังไงแซบไหม สำหรับผมแล้วชอบกินอาหารที่เป็นอีสานจริงๆ คือเผ็ดจริงๆ ร้อนจริงๆ และไม่มีความหวานเลย ลาบปลาดุกหอมมากเลย หอมปลาดุกที่เค้าย่างไว้ก่อน แล้วเอาเนื้อมาทำลาบ แล้วก็มีกลิ่นข้าวคั่วที่ดี และรสชาติก็เข้มข้น มีเปรี้ยว มีเค็ม ไม่มีหวาน สำหรับผมแล้ว อยากให้มันเผ็ดกว่านี้อีกนิดนึงด้วยซ้ำไป แต่เค้าก็บอกว่าคนส่วนมากมากินที่ร้านเป็นคนกรุงเทพและฝรั่ง ก็เลยต้องลดความเผ็ดลงมาหน่อย เพราะเค้ากินเผ็ดมากไม่ได้ เสียดายครับเพราะอาหารอีสานต้องกินเผ็ดๆ นะครับถึงจะอร่อย อีกอย่างที่อร่อยมาก แล้วไม่น่าเชื่อว่าเค้าทำเอง ก็คือไส้กรอกอีสาน ไส้กรอกอีสานของเค้าข้างในไม่เปรี้ยวจนเกินไป แล้วไม่มันจนเกินไป เนื้อก็ไม่ร่วนจนเกินไป มันแน่นแล้วมันกรอบอร่อย และมันมีความหอม มากๆ เลย  อีกจานเป็นส้มตำปู เอาละตอนนี้จะต้องติซักนิด เพราะส้มตำปูผมอยากจะกินแบบอีสาน แต่ว่าส้มตำของที่นี่มันเหมาะกับลิ้นของคนกรุงเทพ เดี๋ยวนี้ลิ้นผมกลายเป็นลิ้นคนอีสานไปแล้ว กินส้มตำทีก็ต้องบอกว่าตำลาว


        เพราะว่าไม่ชอบให้มันเปรี้ยวๆ หวานๆ อยากให้มีแต่เปรี้ยวกับเค็มแล้วก็เผ็ดจี๋เลย ซึ่งนั่นคือรสชาติของส้มตำอีสานจริงๆ ส้มตำปูร้านนี้อร่อยนะครับตามแบบของคนกรุงจะกิน แต่ว่าถ้าจะให้หมึกแดงกินคงต้องให้เค้าตำใหม่แล้วไม่ใส่ความหวานเลย ให้มีแต่เค็มกับเผ็ดแล้วก็เปรี้ยวเท่านั้น หลังจากนั้นก็สั่งคอหมูน้ำตก รสชาติใช้ได้เลยครับ ตัวเนื้อเค้าหั่นได้พอดีคำ และย่างได้ไม่สุกจนแห้งเกินไป ใช้ได้เลยครับ อร่อยและเผ็ดจริงๆ เลย พูดแล้วก็น้ำลายไหล เพราะว่าผมชอบกินอาหารอีสาน นอกจากอาหารอีสานแล้วผมก็ชอบกินอาหารเผ็ดๆ ซึ่งทุกคนก็คงจะรู้ว่าผมชอบอาหารใต้มาก ในระหว่างนั้นผมก็สั่งเสือร้องไห้มากินอีก เค้าย่างเนื้อได้ดีมากเลย ใช้เนื้อที่ติดมันย่าง แล้วเค้าย่างได้ข้างนอกกรอบๆ โดยเฉพาะที่เป็นมัน แต่ข้างในจะนุ่ม แล้วถ้าไม่ติดมัน มันจะไม่มีความหอมแล้วมันจะไม่อร่อย เค้าทำได้ดีมากเลยครับ ผมก็กินเอาๆ แล้วก็เลือกกินแต่มัน แล้วก็คงจะต้องกลับไปกินยา เพราะว่าเดี๋ยว คอเลสเตอรอลของผมมันคงขึ้นสูงปรี๊ดเลย แล้วเค้าก็เอาน้ำจิ้มแจ่วมาให้จิ้ม น้ำจิ้มแจ่วของเค้าไม่หวานเลย มีความเค็มแล้วเปรี้ยวเท่านั้น แล้วก็หอมข้าวคั่ว หลังจากนั้นต้องลองอาหารที่เป็นฝรั่งหน่อย เค้าก็มีอกเป็ดรมควันที่เป็นสเต็ก และมีซอสเป็นแจ่ว กินกับสลัด อันนี้ก็ดีนะครับ แต่ผมว่า อกเป็ดมันเค็ม ผมคิดว่าควรจะเอาไปทำเป็นยำมากกว่า เพราะว่าอกเป็ดรมควันนี่เป็นอาหารฝรั่งอยู่แล้วแล้ว แต่ว่ามันเข้ากับอาหารอีสานที่เค้าเสริฟที่นี่ได้พอสมควร

          สิ่งที่ผมผิดหวังก็คือ ตับหวาน ตับหวานนี่ถ้าเราต้องการจะกินให้มันอร่อยจริงๆ ตับต้องไม่สุกจนเกินไป ไม่งั้นมันจะขม และมันจะแข็ง ตับหวานต้องยังมีเลือดไหลซึมออกมาเป็นสีแดงแล้วมันถึงจะหวานแล้วมันถึงจะอร่อย แต่เจ้าของร้านบอกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของที่นี่เค้าไม่ชอบตับแบบมีเลือดกัน ก็เลยต้องย่างจนสุก ผมก็เลยว่าถ้าคราวหน้าผมมาอีกช่วยย่างจานของผมแบบไม่สุกนะ เพราะว่ามันจะอร่อยกว่านี้ หลังจากนั้นก็อยากลองสปาเก็ตตี้ลูกครึ่งอีสานอิตาเลี่ยน ก็เป็นสปาเก็ตตี้ขี้เมาใส่ไส้กรอกอีสาน เค้าเอาไส้กรอกอีสานไปหั่นเป็นชิ้น แล้วเอาไปผัดแบบขี้เมากับสปาเก็ตตี้ อร่อยมากเลยครับ เหมือนกันเอาเส้นหมี่ไปผัดยังไงอย่างงั้นเลย แต่ว่ารสชาติแซบแล้วก็ไม่ต้องปรุงรสชาติอื่นเลย

          จากนั้นก็ลองลาบเห็ดกุ้งสด ซึ่งเป็นไอเดียที่ดีมาก เพราะว่าเอาเห็ดกับกุ้งมาลวกแล้วก็ทำเป็นลาบด้วยกัน แต่เห็ดของเค้าคายน้ำออกมามากไปหน่อย จึงทำให้ข้าวคั่วที่ผสมเข้าไปไม่กรอบ และทำให้ซอสมันข้นจนเกินไป ต้องทำเดี๋ยวนั้นและกินเดี๋ยวนั้นตอนร้อนๆ ผมคิดว่าต้องเอาเห็ดนั่นไปผัดก่อน ใส่น้ำมันนิดเดียวแล้วถึงจะเอาไปผสมกุ้งที่เราลวกในกระทะที่มีน้ำนิดหน่อย ใช้หม้อหางก็ได้ แล้วเทน้ำออกให้หมด ใส่เครื่องปรุงเข้าไปแล้วก็ใส่เห็ดเข้าไปทีหลัง แล้วมันจะหอมกว่า แล้วเห็ดมันจะกรอบกว่านี้ ระหว่างที่ผมนั่งรับประทานอาหารอยู่ เจ้าของร้าน สามีคุณ Sara Jane ก็เดินเข้ามาคุยด้วย ไปๆ มาๆ กลายเป็นรุ่นพี่ของผมเอง และสนิทกับเพื่อนๆ ผมที่อยู่ที่อเมริกา ตอนสมัยที่ผมจีบสาวอยู่ที่เมืองบอสตัน พวกไกรฤกศ์ น้องๆ ของท่านทูตสักทิพย์ ไกรฤกศ์ นั้นก็เป็นพวกเพื่อนๆ ของผมเป็นรุ่นพี่บ้าง รุ่นน้องบ้าง และก็เป็นเพื่อนๆ ของผม ส่วนเจ้าของร้านคือคุณศุภชัย ก็อยู่ในกลุ่มนี้แต่ตอนนั้นผมไม่ได้เจอพี่เค้า วันนั้นก็เลยคุยเรื่องความหลังกัน ดีใจมากที่ได้เจอรุ่นพี่ที่เคยอยู่บอสตันเหมือนกัน

         ก็เลยทำให้นึกถึงความสุข ความสนุกตอนที่ผมอยู่ที่นั่น ถามไปถามมาก็เลยรู้ว่า คุณ Sara Jane ที่เป็นภรรยาจบจากโรงเรียนชื่ Simmons collage ที่บอสตัน เหมือนกัผู้หญิงที่ชื่อ  เฮเลน วู ที่ผมไปจีบเมื่อสมันั้นด้วย ตลกมากเลยครับเหมือนกัประวัติศาสตร์มันย้อนกลับมาหาผมอีก มีความสุขมากและดีใจมาก และหวังว่าในโอกาสหน้าผมจะได้พบและสังสรรค์กับพี่ศุภชัยอีก เพราะว่าผมคงต้องไปกินร้านนี้อีกแน่ เพราะว่ามันอร่อย พี่ศุภชัยบอกว่าแม่ครัวของเค้าทำอาหารมา 17 ปีแล้ว เป็นแม่ครัวคนเดิมและทำอาหารอีสานอร่อยมากเพราะเป็นคนอุบล  ร้านเค้าก็มีครัวกลางอีกสาขานึงซึ่งทำไส้กรอกและอะไรอื่นๆ ไว้คอยส่งให้สาขาอื่น และมีอีกสาขาอยู่ที่ถนน นาราธิวาสราชนครินทร์ ก็อยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟฟ้า BTS สาร ใครที่อยากไปกินส้มตำในร้านติดแอร์ก็ลองไปกินดู ควรจะพาฝรั่งไปกินเพราะร้านเค้าสะอาดและจัดด้ดูดีถูกสุขลักษณะ และเป็นการส่งเสริมอาหารอีสานของไทยได้ดี เราควรจะเอาไปทำเป็นสาขาที่เมืองนอกน่าจะขายดีนะครับ

          

อร่อย
สะอาด
คุณภาพวัตถุดิบ
ราคา
บริการ

ร้าน Sara-Jane’s
ที่อยู่ ชั้น G ตึกสินธรทาวเวอร์ 1,130-132 ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ10330
โทร. 0-2650-9992-3

สาขาที่2: 55/21 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์
ระหว่าง ซอย 6 กับซอย 4 กรุงเทพฯ 10120
โทร.  0-2676-3338-9
เวลาทำการ 9.00-21.00 น. ทุกวัน
 
 
สูตรเด็ดสัปดาห์นี้ | รายการ TV |เว็บบอร์ดเรื่องครัว | หมึกแดงชวนชิม | เคล็ดลับคู่ครัว
สมัครสมาชิก | นายตูดหมึก | ยายเมี้ยน | Secret Files | สาสน์จากหมึกแดง
แจ้งข่าว | สินค้าสมาชิก | หนังสือหมึกแดง | บทความ | ติดต่อหมึกแดง
Copyright©2000; McDang.com Webmaster ; webmaster@mcdang.com