|
|
 |
นานๆทีผมถึงได้มีโอกาสไปกินอาหารตามรอยคุณพ่อเพราะว่าผมเองก็มีน้องอยู่คนนึงที่ใช้นามปากกาว่าปิ่นโตเถาเล็ก
เค้าก็เขียนเกี่ยวกับร้านอาหารเก่าๆ
ที่คุณพ่อผมไปชิมมาอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยอยากจะเขียนให้ซ้ำกัน
แต่ว่าอดใจไม่ได้และบังเอิญร้านนี้ก็อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า
BTS สถานีอโศก ตรงสุขุมวิทซอย 15 และก็อยู่มาตั้ง 70 ปีแล้ว
ตั้งแต่สมัยเตี่ยของเจ้าของคนปัจจุบันเค้าทำเลย
เหมือนกับย้อนยุคกลับไปเมื่อสมัยพ่อผมยังหนุ่มๆ อยู่เลย
เพราะว่าไปที่ร้านนี้ทีไรเค้าก็จะต้อนรับอย่างดีเหมือนกับผมกลับบ้านเกิดจริงๆ
เพราะเค้าเห็นผมตั้งแต่เด็ก
สมัยนั้นผมก็จำไม่ได้แล้วว่าผมไปกินกับคุณพ่อ หรือคุณแม่
เพราะตอนนั้นผมยังเด็ก แล้วพออายุได้ 12
ปีผมก็ไปเมืองนอกเลยแล้วก็อยู่ที่นั่นตลอดพึ่งจะกลับมาตอนอายุ
40 ปีนี่เองตอนนี้ผมอายุ 50 ปีแล้ว
ก็ยังไม่ได้แวะเข้าไปเลยเมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมก็เลยแวะไปที่ร้านนี้ไปกัน
3 คนไปกับเลขากับคนขับรถ |
|
|
พอไปถึงรู้สึกเหมือนกลับบ้านเกิดจริงๆ เลย
เพราะเค้าก็ดีใจกันหมดเลย
แล้วก็ถามผมว่าจะกินเหมือนพ่อกินไหม
ผมยังไม่ทันได้บอกเลยว่าผมจะแวะมากิน
ผมก็เดินเข้าไปในร้านแล้วก็บอกว่าสวัสดีครับ เค้าก็ว่า อ๋อ
ดีใจจังเลยคุณหมึกแดงมา เมื่อก่อนคุณชายก็มาบ่อยๆ
ตั้งแต่สมัยเตี่ยยังเป็นเจ้าของร้านอยู่เลย
แล้วก็เล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพ่อผมได้เคยทำ
แล้วเล่าด้วยว่าพ่อมากับใครบ้าง
แล้วในสมัยนั้นผับหรือสถานบันเทิงที่เรียกว่า โลลิต้า
ยังอยู่เลย พ่อก็จะเอานักร้อง ใครต่อใคร
มากินที่ย่งหลีกันหมดเลย อาจารย์หรือครูสง่า อารัมภีร์
ก็มาด้วย เจ้าของร้านก็เล่าอะไรต่ออะไรให้ผมฟังเยอะแยะว่า
คุณพ่อต้องมานั่งตรงนี้จะต้องกินแม่โขงกับน้ำแข็งแล้วจะต้องมีโซดา
แล้วครูสง่า ก็จะต้องกินเหล้าไปแล้วก็แต่งเพลงไป
เพราะว่ามันได้อารมณ์สุนทรี
พวกนักร้องเมื่อสมัยก่อนก็มากันหมดแล้วก็มานั่งกินเหล้า
กินอาหารที่ร้านนี้
ผมก็รู้สึกว่าเป็นเกียรติมากๆเลยที่แกเล่าให้เราฟัง
แล้วเราก็ได้รู้ว่าพ่อของเราได้ทำอะไรไว้บ้างและเค้าก็ยังนึกถึงพ่อผมอยู่เสมอ
และฝากความคิดถึงมาให้
ผมก็ปลื้มอกปลื้มใจเลยบอกเค้าว่าจะให้ผมกินอะไรผมก็กินทั้งนั้นแหละครับ
เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าร้านนี้มันอร่อย |
|
|
|
|
ร้านย่งหลีเปิดมา 70 ปีแล้ว
อาหารขึ้นชื่อเมื่อสมัยพ่อผมกินก็ยังคงมีอยู่และอร่อยขึ้นชื่อเหมือนเดิม
ถ้าถามคุณพ่อว่าไปย่งหลีต้องกินอะไร สิ่งแรกที่คุณพ่อ |
 |
|
|
จะพูดคือ สลัดเนื้อสัน ย่งหลีเป็นหนึ่งในร้าน
คุ๊กช๊อป แบบจีนเสริฟอาหารฝรั่ง อาหารไทย อาหารจีนมีเป็ดย่าง
บะหมี่อะไรต่างๆ มากมาย แบบกุ๊กจีนเค้าทำอาหารฝรั่งกันไง
เหมือนกับที่คุณพ่อทำรายการกับผมแล้วบอกว่า วันนี้จะทำ ซีเต๊กส์
ซีตูร์ ไม่ใช่ สเต็ก สตูร์นะครับ ซีเต๊กส์ ซีตูร์ ก็คือ
เมื่อสมัยก่อนคนจีนเค้าออกเสียงไม่ได้ ก็เลยเรียกแบบนั้น
แล้วเค้าก็มีวิธีการทำแบบของเค้าซึ่งเค้าก็ยังทำอยู่และเป็นอาหารที่อร่อยมากเลย
พูดหน่อยก็แล้วกันว่า สลัดเนื้อสันของเค้า |
 |
|
|
น้ำสลัดเป็นน้ำสลัดครีมซึ่งไม่เหมือนน้ำสลัดของฝรั่ง
เพราะน้ำสลัดของเค้าจะออกหวานหน่อยแต่ว่าไม่ได้หวานเจี๊ยบอย่างที่เรากินกัน
ที่เค้าใช้นมข้นทำกันนะครับ
ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยว่าทำไมเค้าถึงต้องใช้นมข้นมาทำแต่ก็พูดไม่ออกเหมือนกัน
เพราะว่าคนส่วนใหญ่คงไม่รู้ว่าน้ำสลัดจริงๆ ควรจะเป็นยังไง
ก็เลยชอบหวานไว้ก่อน
ซึ่งผมก็ทนไม่ได้เลยต้องไปทำน้ำสลัดกินเองทุกครั้ง
แต่ที่นี่มันเป็นของ คุ๊กช๊อป แบบโบราณของคนจีนเค้าทำกัน
มันเปรี้ยวๆ หวานๆ ครับ
แล้วเราก็เลยสั่งสลัดเนื้อสันมากินซึ่งไม่ผิดหวัง
เนื้อข้างนอกดำปี๊เลย
แต่ข้างในยังสีชมพูอยู่และหั่นทางขวางของเส้น
มันเลยไม่เหนียว แล้วก็จิ้มกับน้ำสลัด มีผักกาดหอม
มีหัวหอมหั่นเป็นแว่นๆ มีมะเขือเทศ มีแตงกวา
แค่นี้ก็อร่อยจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว
แล้วยังมียำเนื้อซึ่งเอาเนื้อสันนี่แหละมายำแบบเผ็ดๆ
วันนั้นผมสั่งมาตั้ง
9
อย่าง นอกจากลสัดเนื้อสันแล้วผมยังสั่งสลัดกุ้งกับปู
มาด้วยเค้าก็เอากุ้งที่ลวกแล้ว กับปูที่แกะไว้
โรยไปบนสลัดแล้วราดด้วยน้ำซอสอาหารจานนี้ก็อร่อยเป็นบ้าเลยนะครับ
|
|
 |
จะเห็นได้ว่าร้านนี้มีทั้งฝรั่งและไทยนั่งกินอยู่และก็ไม่มีแอร์
แล้วก็เก่าเหมือนสมัยก่อนเลย สมแล้วที่อยู่มาเกือบ 70 ปี
แต่ว่าอาหารเค้าอร่อยบรรยากาศเค้าก็ดี
ไม่ต้องไปนั่งเหลาหรอกเพราะว่าที่ร้านนี้อร่อยมาก
ผมสั่งหอยแครงมา เค้าถามว่าหอยแครงนี่คุณหมึกแดงชอบแบบไหน
ผมก็เลยบอกว่าชอบแบบไม่ดิบ เค้าก็ลวกมาให้ผมแบบไม่ดิบจริงๆ
แต่ที่เด็ดจริงๆ
คือหอยแครงของเค้าคัดมาจากจังหวัดสุราษฏร์ธานีธานีตัวใหญ่เท่ากันหมดครับ
ตัวใหญ่มาก
แล้วที่สำคัญน้ำจิ้มเค้าทำถูกต้องตามหลักเลยคือไม่มีน้ำปลาหรือน้ำตาลเลย
มีแต่เกลือพริกกระเทียมแล้วก็น้ำมะนาว อร่อยเป็นบ้าเลย
ผมกินกับคนรถผมชื่อ น้าโรจน์
แป๊บเดียวหมดจานเพราะว่าน้ำจิ้มเค้าทำรสชาติเหมาะกับหอยแครงจริงๆ
เป็ดย่างเขาก็ไม่เหมือนที่อื่น
เป็ดย่างที่นี่ไม่หวานรสชาติได้กลิ่นรมควันของหนังเป็ด
และน้ำจิ้มของเค้าไม่หวานเลย ออกไปทางเค็มๆ
ซึ่งดีมากเวลาเอาไปใส่กับบะหมี่น้ำ
และความที่ผมตะกละตะกรามกินมันซะจนหมดโดยไม่ได้เอะใจว่ายังไม่ได้ถ่ายรูปมาให้เพื่อนๆ
ได้ดูกัน แต่กว่าจะรู้ตัวมันก็หมดซะแล้ว
มาที่นี่ไม่ได้กินอะไรกินบะหมี่อย่างเดียวก็อร่อยแล้วครับ
แล้วเส้นบะหมี่ของเค้าก็ซื้อมาจากเจ้าเดิม 70
ปีที่แล้วก็ยังซื้อจากที่เดิมจากวงเวียน 14 กรกฎา
ผมนี่ชื่นอกชื่อใจมากเลยแล้วก็ทึ่งกับร้านนี้จริงๆ
ระหว่างกินๆ อยู่ |
|
|
เจ้าของร้านก็เอาเกี้ยวทอดมาให้เรากินนึกว่าอาหารจะไม่พอไง
บังเอิญเหลือบไปเห็นหมูกรอบแขวนอยู่หน้าร้าน เลยบอกเค้าว่า
ขอชิมหมูกรอบหน่อยได้ไหม เอาจานเล็กๆ ก็ได้
เค้าก็เอาหมูกรอบมาให้
ถึงแม้ว่าหนังของหมูกรอบจะไม่กรอบแต่ว่าเนื้อของมันไม่แห้งฝากเหมือนกินกระดาษ
ยังนุ่มและมีความชุ่มชื้นอยู่เลย
ส่วนน้ำจิ้มก็น้ำจิ้มเดียวกันกับเป็ดซึ่งไม่หวาน
ยิ่งอร่อยเข้าไปกันใหญ่เลย |
|
|
ผมกินไปกินมาไม่รู้จะทำยังไงก็เลยบอกว่าต้องมีอะไรล้างคอซักหน่อย
ก็เลยสั่งต้มยำกุ้งมากิน
เห็นเค้าใส่น้ำพริกเผานึกว่ามันคงหวานผมคงไม่ชอบกินแน่ๆ เลย
แต่ที่ไหนได้ รสชาติเหมือนของโบราณเลย ไม่หวาน
และถึงแม้ว่าจะเผ็ดน้อยไปนิดสำหรับผม
แต่ว่ารสชาติรสชาติของเค้ามีหวานนิดๆ
แต่มีความเค็มความเปรี้ยว |
 |
ที่กลมกล่อมเป็นอย่างยิ่ง
เหมาะสำหรับกินล้างคอจริงๆ
แล้วก็ไม่มีไขมันจนเกินไปแล้วน้ำพริกเผาของเค้าก็ไม่หวานด้วย
ผมสงสัยว่าเค้าคงทำน้ำพริกเผาเองหรือเปล่าไม่แน่ใจ
แต่ยังไงๆก็ตามนะครับผมก็อยากให้เพื่อนลองไปดู
เหมือนกับย้อนยุคไปอยู่เมื่อสมัยที่ถนนสุขุมวิท
ยังไม่มีรถไฟฟ้า ซอยวัฒนาก็ยังมีคูอยู่ข้างถนน |
|
|
ซอยอโศกก็ยังมีคูอยู่
2
ข้าง
แล้วทุกสิ่งทุกอย่างยังเงียบสงบอยู่หาที่จอดรถง่ายไม่แออัดเหมือนทุกวันนี้
แต่ร้านนี้เหมือนเดิมทุกสิ่งทุกอย่างเลย และได้บรรยากาศจริงๆ
ผมนึกถึงเมื่อสมันผมยังเด็กๆ
และจำได้ว่าผมมีความสุขแค่ไหนที่ผมได้ไปกินร้านแบบนี้แล้วก็ยังเหมือนเดิมอยู่
ไปร้านแบบนี้ทีไรก็นึกถึงสมัยที่ผมยังเด็กๆอยู่และนึกถึงความสุขที่เรามีเมื่อสมัยก่อน
ก็ขอแนะนำเพื่อนๆ
ลองไปย้อนระลึกถึงสมัยเด็กกันที่ร้านนี้ดูนะครับ |
ร้าน ย่งหลี
ที่อยู่ 213 ปากซอยร่วมใจ สุขุมวิท 15 กรุงเทพฯ 10110
โทร. 02-251-5262
เวลาทำการ 11.30-20.30 น. ทุกวัน
|
|

|
|
|
อร่อย
|
สะอาด
|
คุณภาพวัตถุดิบ
|
ราคา
|
บริการ
|
|
|
|
|
|
|