HomePage สาส์นหมึกแดง
นายตูดหมึก
ยายเมี้ยน จิ๊จ๊ะ
หมึกแดง Secret File Secret File
สินค้าสมาชิก
แจ้งข่าว
ข้อมูลของคุณ
Home
คอลัมน์ “ยายเมี้ยน จิ๊ จ๊ะ”

มรดกโลก
            วันนี้อิฉันจะพาท่านผู้อ่านย้อนรอยกลับไปเมื่อ 5,000 ปีก่อน เพื่อไปดูเรื่องราวดินแดนแห่งวัฒนธรรมและโบราณคดีที่ได้ประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2535 ด้วยคุณสมบัติที่แสดงถึงหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้ค้นพบร่องรอยและโบราณวัตถุประเภทเครื่องมือ เครื่องใช้มากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นแหล่งที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม และวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่สืบเนื่องมายาวนาน ที่ บ้านเชียง ค่ะ

แผนที่ที่พบโครงกระดูกและ
โบราณวัตถุในบริเวณวัด
            เมื่อปีพุทธศักราช 2515 กรมศิลปากรเริ่มขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่วัดโพธิ์ศรี จ. อุดรธานี และได้ค้นพบโครงกระดูกและโบราณวัตถุมากมายในบริเวณนี้ จึงได้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อศึกษาลักษณสภาพของหลุมขุดค้นทางโบราณคดีและสิ่งของที่ขุดพบในลักษณะที่เป็นจริง

เริ่มขุดค้น

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง

ศิลปะแบบบ้านเชียง
            เมื่อพุทธศักราช 2535 คณะกรรมการมรดกโลกแห่งอนุสัญญาคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรและธรรมชาติของโลก ได้ประกาศให้ แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เป็นมรดกโลก บ้านเชียงในปัจจุบันนี้จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญ และยังพบโบราณวัตถุในลักษณะคล้ายกันนี้ในบางพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย นักโบราณคดีจึงเรียกโดยรวมว่า “วัฒนธรรมบ้านเชียง” ตามชื่อหมู่บ้านที่พบที่บ้านเชียงเป็นครั้งแรกค่ะ

โครงกระดูกที่ถูกค้นพบ

โครงกระดูกที่ค่อนข้างสมบูรณ์

อีกโครงกระดูกหนึ่ง
            จากลักษณะโครงกระดูกที่ค้นพบ ๆ ว่าชาวบ้านเชียงนั้นมีลักษณะโครงกระดูกของใบหน้าค่อนข้างใหญ่ ล่ำสัน แข็งแรง ช่วงขายาว หน้าผากกว้าง สันคิ้วโปน กระบอกตาเล็ก โหนกแก้มใหญ่ แต่มีอายุโดยเฉลี่ยค่อนข้างสั้นคือ ประมาณ 31 ปีเท่านั้น นอกจากโครงกระดูกที่ค้นพบแล้วยังได้พบเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องมือโลหะ รวมทั้งพบเครื่องประดับสำริดอีกด้วยนะคะ

ดูกันจะๆ

เครื่องปั้นดินเผาที่เกือบสมบูรณ์

เครื่องประดับสำริด
            หลุมศพแต่ละหลุมจะพบว่ามีเศษภาชนะชิ้นใหญ่อันเกิดจากการจงใจทุบให้แตก แล้วนำมาปูรองวางเป็นแนวขอบหลุมและใช้คลุมตัวศพ (Shred-Sheet) บางศพยังพบกะโหลกหมู กรามหมู ฝังอุทิศไว้เหนือศีรษะของศพ และยังพบหินกรวดแม่น้ำวางอยู่ด้านซ้ายของศีรษะอีกด้วย ซึ่งการวางภาชนะดินเผาบนตัวศพและการใช้เศษภาชนรองรอบขอบหลุมและคลุมตัวศพนั้น ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ว่าเหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้ แต่จากการสันนิษฐานอาจเป็นไปได้ว่านี้คือแบบแผนของพิธีกรรมอย่างแท้จริงอย่างหนึ่ง ซึ่งสิ่งของที่มีมากหรือน้อยในแต่ละหลุมศพนั้น แสดงว่าผู้ตายมีฐานะไม่เท่าเทียมกัน

แบ่งการขุดออกเป็นส่วนๆ

พบหม้อไหเป็นจำนวนมากในหลุมศพ

เศษภาชนะข้างศพ

            จากลักษณะภาชนะดินเผาที่พบส่วนใหญ่ พบว่าเป็นภาชนะลายเขียนสีและเคลือบน้ำโคลนสีแดง ผิวขัดมัน ซึ่งจัดลำดับอายุสมัยได้ว่า การฝังศพและพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในที่แห่งนี้ อยู่ในราว 1,800-2,300 ปีมาแล้ว ซึ่งจัดอยู่ในสมัยหลังของวัฒนธรรมบ้านเชียงค่ะ

            การขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีพบว่ามีหลุมศพอยู่ทั้งหมด 52 หลุม แต่พบโครงกระดูกเพียง 32 โครงเท่านั้น (บางโครงยังมีลักษณะที่ค่อนข้างสมบูรณ์อีกด้วย) ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าบางโครงอาจฝังอยู่ใต้กลุ่มภาชนะ หรือบางโครงกอาจถูกเคลื่อนย้ายหรือรบกวนจากการฝันซ้ำซ้อนในบริเวณเดียวกันก็เป็นได้


ภาชนะดินเผาต่าง ๆ

            โอ้โห.. น่าภูมิใจแทนชาวไทยทุกคนจริง ๆ ค่ะ ที่เมืองไทยของเราจะมีแหล่งโบราณคดีที่เก่าแก่ขนาดนี้ เราทุกคนควรจะดูแลรักษาอย่าให้สิ่งดี ๆ เหล่านี้สูญหายหรือถูกทำลายไป ขนาดชาวต่างชาติยังเห็นคุณค่ากับสิ่งเหล่านี้ แล้วเราคนไทยด้วยกันเองจะมองข้ามไปหรือคะ นอกจากแหล่งโบราณคดีที่บ้านเชียงแล้วยังมีแหล่งโบราณคดีอื่น ๆ อีกมากมายที่ทรงคุณค่าเหลือเกิน เราควรจะหวงแหนเอาไว้เพราะนี่คือสิ่งที่แสดงให้เราทราบถึงที่มาของตัวตนที่แท้จริงของเรานี่แหละค่ะ

                                                            ยายเมี้ยน