ต้นฉบับ เนชั่นสุดสัปดาห์
ต้นฉบับที่ 13 วันที่ 26 มี.ค. – 1 เม.ย. 2543
เรื่อง เที่ยวญี่ปุ่น กินอาหารญี่ปุ่นที่ไม่แพง

มาทำงานที่ญี่ปุ่นคราวนี้ตามที่ได้เขียนเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังในคอลัมน์ครั้งที่แล้ว ว่ามาทำอาหารและ สาธิตทำอาหารให้กับชาวญี่ปุ่น และชาวต่างชาติที่มาเที่ยวและดูงานที่งาน Foodex แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังได้โอกาสกินอาหารญี่ปุ่นจนกระทั่งกลับมากรุงเทพฯ ยังสัญญากับตัวเองว่าคงจะไม่กินอาหารญี่ปุ่น ไปนานหรือสักช่วงหนึ่ง เพราะขณะนี้น่าจะเหมือนปลาไหลย่างและข้าวปั้นหน้าปลาดิบอยู่แล้ว เราพักกันที่ โรงแรมชื่อ Oriental ซึ่งชื่อหรูหราเชียว แต่ที่นี่เป็นสถานที่ที่เขามีการจัดงานแต่งงานกันมาก โรงแรมใหญ่โต สร้างไว้เพื่อรองรับงานเลี้ยงมงคลสมรสต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในโรงแรมนี้ ขณะ Lobby ของโรงแรมยังมีศาลา ปรัมพิธีสำหรับงานมงคลสมรสเลย

ในเมืองชีบะที่เราอยู่นี้ โรงแรมเราอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟทางตะวันออกของเมืองโตเกียว และเป็นสายตรงเพื่อเข้าไปในเมืองโตเกียวเลย การเดินทางสะดวกมาก เพราะมีพาหนะสาธารณะที่เราสามารถพึ่งพาและขึ้นไปได้ ในวันแรกที่ไปถึงหลังจาก Clear ศุลกากร และตรวจคนเข้าเมืองแล้ว เวลาก็ปาเข้าไปเกือบเย็นแล้ว และเมื่อ Check-In ที่โรงแรม เอาสัมภาระเข้าห้องให้เรียบร้อย เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวจากสูทเป็นยีนส์กับเสื้อหนาว ก็แห่กันไป 6 ชีวิต ไปเดินศูนย์การค้าเล็ก ๆ ที่อยู่ใต้สถานีรถไฟ เพื่อไปหาอะไรกิน คุณเท่ห์ ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นที่ได้ขับรถมารับพวกเราที่สนามบิน พร้อมกับคุณมด ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จาก สถานทูต พาเราเดินเข้าไปในศูนย์การค้า เดินมันทั้งความยาวของศูนย์การค้า ส่องมองหาแหล่งกิน มีมากมาย นะครับ ทั้งโซบะ เกี้ยวซ่า และแถมยังมี Supermarket เล็ก ๆ ซึ่งมี Coffee Shop และ Bakery อยู่ในนั้นด้วย อาหารสำเร็จรูปใส่ห่อแช่เย็นไว้มีเพียบเลย แต่เรายังไม่สนใจ เพราะได้เล็งว่าจะไปกินที่ร้านอาหารญี่ปุ่นเล็ก ๆ ใกล้ ๆ กับทางเข้า คุณเท่ห์พาเราไปที่ร้านนี้ ไปนั่งอยู่ที่โต๊ะ จ้องหน้ากันฝั่งละ 3 คน ไม่มีเก้าอี้หรูหรา แต่เป็นม้า คนญี่ปุ่นเวลาเราเดินเข้าไปในร้านของเขา จะตะโกนโวกเวก ทักทาย ชักชวนให้เข้ามากิน “เช่น สวัสดีครับ เชิญข้างในเลยครับ อาหารอร่อย เชิญนั่งเลยครับ” หากเราไม่เคยกับวัฒนธรรมเช่นนี้ และมา ทำที่เมืองไทย สงสัยคนที่ตะโกนคงถูกเตะไปนานแล้ว เพราะเราถือว่าการตะโกนทักทายคนในประเทศไทย นั้นมันไม่เรียบร้อย แต่สำหรับคนญี่ปุ่นนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะแสดงออกถึงความสำคัญของแขกที่มา เยือนร้าน อาหารของเขาเมนูร้านนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน มีคุณเท่ห์คนเดียวที่อ่านรู้เรื่อง จึงได้ขอให้คุณเท่ห์เป็นคนสั่งอาหาร ถูกกลับถามว่าก็อยากกินอะไรหล่ะ อะไรก็ได้ที่เป็นอาหารญี่ปุ่นเช่นปลาดิบเนื้อย่าง หมูสามชั้น อะไรก็ได้ คุณเท่ห์อ่านเมนูแล้วบ่นว่าเมนูร้านนี้ไม่มีรูปให้ดูเลย สั่งยากเป็นบ้า ก็แปลกดีนะครับท่านผู้อ่านคนญี่ปุ่นเขาเคยชินกับเมนูที่มีรูป ซึ่งในเมืองไทยเราทำให้สำหรับนักท่องเที่ยวที่มากินที่ร้านของเรา แต่อย่างไรก็ตามคุณเทห์ก็แสดงฝีมือในการสั่งได้ดีพอสมควร เริ่มด้วยการสั่งสาเกและเบียร์มาซัดกันก่อน ตามด้วยปลาดิบถาดปานกลาง มีทั้งปลาโอ กุ้งดิบ หอยเชลล์ ปลาซาบะดิบ และหอยเม่นสด ๆ กินกันคนละหมับสองหมับ หมุบหมับแป๊ปเดียวหมดเลย และอาหารอื่นก็ยังไม่มาเลย จึงต้องฟัดสาเกย้อมใจไปพลาง ๆ ก่อนหลังจากนั้นไส้กรอกทอดของญี่ปุ่นที่คุณเท่ห์สั่งมาก็นำมาวางกลางโต๊ะ แต่ไส้กรอกเจ้ากรรม เขาให้มาแค่ 4 ชิ้น เรามีด้วยกัน 6 คน เลยต้องแย่งกันกิน กัดกันคนละครึ่งท่อน จิ้มมัสตาร์ดหอม ๆ อร่อยมากครับ เพราะเขาทำได้เหมือน ไส้กรอก ของอิตาเลียน ที่เรียกว่า ชิปโพลาต้า

หลังจากนั้น ข้าวปั้นหน้าปลาดิบก็มาถึง เคราะห์ดีมา 6 ชิ้น คำเดียวหมดคนละคำ หันไปมองซ้ายมองขวา ว่าอาหารที่เหลือจะมาหรือยัง ก็แห่เอาเข้ามาให้เรากินพอดีเลยครับ หมูสามชั้นญี่ปุ่น ซึ่งเขาทำเป็นคล้าย ๆ หมูพะโล้ชิ้นใหญ่กว่าปากผมสักนิดเดียวเท่านั้นเอง ถูกวางลงมากลางโต๊ะ แล้วนึกว่า 6 คนกินจะพอหรือ เขาทำหมูสามชั้นโดยการทำเหมือนหมูพะโล้ แต่ความหอมและความหวาน แตกต่างจากของไทยไปโดย ปริยาย เพราะซีอิ้วของเขาซึ่งเราเรียกว่า น้ำปลาญี่ปุ่นมีกลิ่นและรสชาติไม่เหมือนกับซีอิ้วจีน จึงทำให้ อาหารคำนี้ เป็นที่ถูกแย่งกัน ความจริงแล้วผมอยากกินคนเดียวทั้งชิ้น แต่ต้องยอมแบ่งกับคนอื่น รู้งี้สั่งมา สัก 3 ชิ้นก็ดี แต่คนญี่ปุ่นเขาเป็นคนมัธยัส จึงสั่งนิดเดียว ไม่ทราบว่าทีมงานของเราก็เหมือนนายเขา คือเป็น คนตระกละตระกลามมาก

หลังจากนั้นก็มียากิโตริ ซึ่งเป็นจำพวกเครื่องในไก่ เนื้อไก่ และอาหารทะเลเสียบไม้ย่าง จุ่มลงไปในซอสเค็ม ๆ หวาน ๆ ปิ้งพอสุก และเสิร์ฟร้อน ๆ กินกับข้าวแสนจะอร่อย คราวนี้มาหลายไม้หน่อย เลยได้ Share กันไม่ได้พูดเรื่องผักเลยนะครับ เลยต้องพูดถึงเทมปุระผัก และอาหารทะเลที่ได้สั่งมามีทั้งหมด 8 ชิ้นเท่านั้น เอง พูดตรง ๆ ว่าไม่ยาไส้หมึกแดงเลย แต่ก็ Share กันไป

ปลาไข่ย่าง เป็นปลาตัวเล็ก ๆ ที่มีไข่เกือบครึ่งตัว ย่างช้า ๆ จนกระทั่งสุกและหอม เอามะนาวบีบไปบน ตัวปลา แล้วใช้ตะเกียบคีบมากัดกินได้ทั้งตัว เพราะไม่มีก้างที่จะตำฟัน อร่อยจริง ๆ

ปลาแซลมอนของเขา ราคาไม่แพง และสดมาก ทำง่าย ๆ โดยโรยเกลือและเอาไปย่างช้า ๆ บีบมะนาว และกิน ปลาจะไม่แห้งจนเกินไป เพราะวิธีปิ้งเขาปิ้งให้ปลาพอสุกเท่านั้น ตรงกลางของปลายังเป็นสีชมพู อยู่เลยครับ

ของสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ถ้ามาญี่ปุ่นแล้ว ก็คือ สเต็กของชาวญี่ปุ่น คนที่ไม่กินเนื้อมาจากเมืองไทย หากมา อยู่ที่ญี่ปุ่นได้สักหน่อย ก็จะต้องเปลี่ยนใจหันมาลิ้มรสความหอม และความหวานของเนื้อญี่ปุ่นซึ่งนุ่มมาก และแพงมาก มีเนื้ออยู่หลายยี่ห้อ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลก เช่นเนื้อโกเบ และเนื้อมิตซุซากึ ซึ่งเป็นเนื้อ ยอดเยี่ยมคุณภาพสูงสุดของประเทศญี่ปุ่น ชิ้นหนึ่งราว ๆ 600 บาท หนักไม่ถึง 150 กรัม แต่รับรองได้ว่า เมื่อได้กินเนื้อชิ้นนี้ไปสักคำหนึ่ง มันจะละลายในปาก ให้ความหอม ความหวาน ความอร่อย กับลิ้นเราได้ อย่างไม่มีใครเหมือนเลยครับ

กินได้ตั้งเยอะ แต่ราคาของอาหารสำหรับ 6 คน ถือว่าไม่แพง เพราะถ้าไปกินเหลาดี ๆ ในประเทศญี่ปุ่น และกิน อาหารญี่ปุ่นแบบนี้หัวหนึ่งคงราว ๆ 3-4 พันบาท แต่เรากินกัน 6 คน พร้อมสาเก และเบียร์ ยังจ่าย แค่ไม่ถึง 5000 บาทเลยครับ ถือว่าไม่แพง ตามฐานะเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น

ถ้าท่านผู้อ่านไปประเทศญี่ปุ่น และอยากไปกินอาหารญี่ปุ่นที่ไม่แพงนัก ก็เลือกร้านเล็ก ๆ และต้องมีไกด์ หรือเพื่อนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้พาไปกิน เพราะคนญี่ปุ่นนั้น เขาจะไม่มีเมนูเป็นภาษาฝรั่งเลย

Copyright © McDang.com Webmaster ; McDang@mcdang.com