


ต้นฉบับ เนชั่นสุดสัปดาห์คอลัมน์ โลกของหมึกแดง ประจำวันจันทร์ที่ 10 มกราคม 2543 ตอนที่ 2 ไปเที่ยวเขมรเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งความจริงก็ไม่กี่วันมานี้เองนะครับ ผมมีโอกาสได้เดินทางไปเขมร ไปที่จังหวัดเสียมเรียบ ถ้าเป็นชื่อที่ชาวเขมรเขาเรียกกันก็จะเรียกเมืองนี้ว่าเมืองเสียมเรียบแต่คนไทยเรียกว่าเสียมราช เพราะฉนั้นผมก็เลยต้องใช้ชื่อทั้งสองชื่อเพราะไม่แน่ใจว่าชื่อไหนถูกชื่อไหนผิด ผมได้เดินทางไปเที่ยวและไปเยี่ยมเสียบเรียบหรือเสียมราช อีกครั้งหนึ่งโดยคำเชิญของคุณหมอ ประเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของ Bangkok Airways และเจ้าของ Bangkok Airways ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในประเทศไทยว่า นอกจากเป็นเจ้าของ Bangkok Airways แล้วยังเป็นเจ้าของโรงพยาบาลกรุงเทพด้วย ครอบครัวคุณหมอ รวมถึงภรรยาและลูก ๆ ด้วย รู้จักกับคุณพ่อของผมมานาน คุณหมอ เคยบอกว่ารู้จักคุณพ่อของผมมากว่า 50 ปี แล้ว และยังจำได้เลยว่าคุณพ่อ ผมเมื่อสมัย หนุ่ม ๆ และในสมัยนี้ก็ยังหนุ่มอยู่นะครับ เป็นผู้ชายที่พูดเพราะปากหวานเวลาพบสาวๆ ล่ะก็ผู้ชายอื่นไม่ได้แหยมแน่ ๆ เพราะผู้หญิงจะติดใจคุณชายเห็นถ้าผมจะออกนอกเรื่อง อีกแล้วกลับมาเรื่องเดิมดีกว่านะครับ ผมไปเสียมราชคราวนี้เพื่อไปพักผ่อนตามคำเชิญ ของคุณหมอ ออกเดินทางวันที่ 29 ธันวาคม 2542 เวลาแปดโมงเช้าก็รีบตื่นขึ้นมาPag กระเป๋าสำหรับ 2 คืน เตรียมตัวจะไปหนาวที่เสียมราช เพราะขณะนั้นอากาศยังหนาวอยู่ เลย ผมงานยุ่งมากเลยไม่มีเวลา เตรียมตัว Pag กระเป๋า จนกระทั่งตีห้าของเช้าวันนั้น เมื่อไปถึงสนามบิน ซึ่งคนรถของผมก็กลับบ้านไปแล้ว และคุณนุชซึ่งเป็นคนสำคัญและ เป็นทั้งคนทำอาหารร่วมกับนายเกีรยติให้กับรายการ โทรทัศน์ของผมทุกรายการและ เป็นแม่บ้าน ก็ขับรถไปส่งผมที่สนามบิน การเดินทางโดยเครื่องบินของสายการบินกรุงเทพนั้น บางท่านคิดว่าเพราะเครื่องมันเล็กไม่ใช่เครื่องเจ็ท จะไม่สะดวกสบาย และไม่ปลอดภัย แต่โดยความจริงแล้วปลอดภัยและสะดวกสบายเหมือนกับขึ้นเครื่องใหญ่และ อีกอย่างหนึ่งเครื่องบิน ATR ของคุณหมอสามารถร่อนได้ไม่เหมือนเครื่องบินเจ็ทใหญ่ๆ นะครับอาจจะบินไม่สูงเท่าเครื่องบินเจ็ทใหญ่ ๆ แต่ก็ยังสบายเพียงแต่ Cabin หรือห้อง ผู้โดยสารนั้น จะแคบและเล็กกว่าเครื่องใหญ่เท่านั้นเอง แต่เก้าอี้และทุกสิ่งทุกอย่างก็มี ความคล้าย ๆ กัน แถมเรายังบิน ไปเสียมราชไม่นานเท่าไหร่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 5 นาที เมื่อถึงเวลา 9.05 น. ทางสายการ บินกรุงเทพที่เสียมราชได้ต้อนรับเราอย่างดี ช่วยเหลือเรื่องศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง นึกว่าอากาศจะดี ซึ่งความจริงแล้วผมเคย มาแล้ว และครั้งที่แล้วเคยมาก็อากาศร้อนพอสมควร สงสัยผม สุภาพเกินเพราะคราวที่ แล้วที่ผมมานั้น ร้อนตับแตกเลยครับ เพราะมาปลาย ๆ เดือนกุมภาพันธ์ อากาศยังเย็น อยู่ประมาณ 27 องศา แต่ไม่มีความเย็นเหมือนกับที่เราคาดหวังไว้เลย เสื้อผ้าที่เตรียม มาใส่ได้บ้าง และบางตัวก็ใส่ไม่ได้เลยเพราะเตรียมหนาวมาพร้อม เคราะห์ดีที่ซื้อเสื้อยืด ที่มีความสวยงามและศิลปะของขอมหรือของเขมรอยู่บนหลังเสื้อเลยเอามาใส่ได้ คณะ ของเราไปกันหลายคน ซึ่งประกอบด้วยผู้ใหญ่ทางกระทรวงและเพื่อน ๆ ญาติมิตรภรรยา ของคุณหมอและ คุณหมอ
วันแรกก็ไม่เข้าโรงแรมเลยไปเที่ยวดูโบราณสถานทั้งหลายก่อน แต่ว่ายังไม่ไปเที่ยวที่ตัว นครวัดเองไปเที่ยวที่อื่น เช่น นครธม ซึ่งเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์จริง ๆ เป็นโบราณสถานหรือ วัดที่มีปรางค์ 54 ยอดและทุกยอดจะมีเศียรโบราณแกะสลักและปั้นไว้ 4 เศียรวัฒนธรรม ของเขมร หรือของนครธม เก่าแก่มากเก่าแก่กว่าอยุธยา และสุโขทัยเสียอีกและเมื่อสมัย นั้นอิทธิพลของเขมรได้เผยแพร่และแผ่กระจายไปถึงเมืองไทย เราจึงได้มีแถว ๆ โคราช ปราสาทหินพิมายไงครับ แต่ดูแล้วปราสาทหินพิมายเป็นเพียงนครวัดชิ้นเล็ก ๆ ของนคร วัดจริง ๆ เพราะว่านครวัดนั้นมีความอลังการและมหัศจรรรย์อย่างยิ่งและเป็น 1 ใน 7 สิ่ง มหัศจรรย์ของโลก ซึ่งก่อนผมกลับมาเมืองไทย 6 ปีที่แล้ว ก็เคยฝันไว้ว่าอยากจะไปดูสิ่ง มหัศจรรย์สิ่งนี้ เพราะเป็นวัฒนธรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยของเรา เมื่อไป ถึงเวลา 9 โมงเช้า ก็แวะดูโบราณสถานจนกระทั่งถึงเที่ยงประมาณเที่ยงครึ่งก็ไปกินอา หารกลางวันซึ่งเขาได้จัดไว้ให้ที่ร้านอาหารของคนเขมร ชื่อบันเทสะเร นั่นเคยเป็นภาษา เขมรที่เขาเรียก แต่ถ้าจะให้แปลเป็นภาษาไทยก็แปลว่า บันทายสี เป็นชื่อโบราณสถาน ของวัดอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีความงดงามมากเป็นสีชมพูและมีการแกะสลักที่สวยงาม เมื่อผม ไปถึงร้านอาหารเขาก็จำผมได้ เพราะผมเคยไปชิมที่นั่นมาแล้ว และได้กินหลนปลาร้าที่ เป็นสีเหลืองของชาวเขมร ผมเองก็แปลกใจพอสมควรแต่ว่ารสชาติอร่อยทำด้วยกะทิและ มีหมูสับกับปลาร้า มีลักษณะที่เค็มกว่า กินไข่เจียวของเขมรซึ่งมีปลาร้าสับกับหมูสับใส่ลง ไปด้วย แปลกดีเหมือนกัน อาหารมื้อนี้ที่บันเทสะเรจืดไปหน่อย รสชาติไม่จัดเท่าไหร่มี แกงคล้าย ๆ แกงต้มยำ แต่ก็จืดเหมือนกันพอตกตอนบ่ายก็ไปดูโบราณสถานต่อได้ความ รู้มากมายจากไกด์ที่พาไป ไกด์หนุ่มเป็นชาวเขมรที่พูดได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และพูดได้ดีมากจริง ๆ ได้ทราบและเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของนครวัดและปราสาท อื่น ๆ ที่นั่นเขาชื่อว่าโพลิน และเป็นคนที่มีน้ำใจ จิตใจดี ซื่อตรง ซื่อสัตย์
หลังจากได้ดูโบราณสถานต่าง ๆ แล้วจึงได้กลับมาเช็คอินที่โรงแรม เวลาประมาณบ่าย ห้าโมง เขมรหรือเสียมราชนั้น ถนนหนทางยังไม่ดี ขรุขระและส่วนมากเป็นถนนลูกรัง เพราะฉนั้นฝุ่นจะมีมากเหลือเกิน ผมก็เป็นคนแพ้ฝุ่น แต่ก็เอายาไปจึงไม่มีปัญหาไปกิน ข้าวที่โรงแรม 5 ดาว ซึ่งผู้บริหารโรงแรมนี้คือ บริษัท Raffles เป็นบริษัทใหญ่เป็นบริษัท ของโรงแรมที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสิงค์โปร โรงแรมหรูหรามาก เขาได้เลี้ยงคอกซ์เทลและ อาหารกลางคืน วันต่อมาผมตัดสินใจไม่ไปดูนครวัด และปราสาทอีกแห่งที่มีต้นไม้ขึ้นคลุม ใหญ่โตและเลื้อยคลานสูงสง่าล้อมรอบทั้งข้างในและข้างนอกปราสาทด้วยซึ่งผมเคยไปดู มาแล้วแต่ผมจำชื่อไม่ได้เลยไม่รู้จะเรียนท่านผู้อ่านอย่างไร ทางลูกสาวของคุณหมอ ประเสริฐจะเดินทางมาร่วมขบวนกับพวกเรา จึงได้ชวนผมให้ไปให้อาหารกลางวันกับ เด็กกำพร้าในเมืองเสียมเรียบ ความจริงผมก็อยากจะทำบุญเหมือนกันเพราะใกล้จะสิ้น ปีอยู่แล้ว และผมเองก็ไม่แน่ใจว่าทาง Bangkok Airways มีนโยบายเลี้ยงดูเด็กกำพร้า เมื่อไหร่ ก็ปรากฎว่า คุณตุ๊ก ลูกสาวคุณหมอ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการผู้จัดการบริษัททัวร์ของ Bangkok Airways ได้เกิดความคิดขณะกินข้าวอยู่กับคณะทำงานของ Bangkok Airways ว่าที่นี่มีโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า 2 แห่ง และอยากจะช่วยเหลือลงขันกันเรี่ยไรเงิน จากพนักงานและผู้บริหารด้วย ซึ่งก็คือคุณตุ๊กนั่นเอง แล้วรวมเงินกันเพื่อหาเงินมาดูแล เด็กคุณตุ๊กเป็นคนที่ฉลาดแทนที่จะให้เงินไปครั้งเดียวทั้งหมดที่ได้รวบรวมมาซึ่งก็เป็น เงินไม่กี่สตางค์ คุณตุ๊ก Plan ว่าจะให้ร้านอาหารซึ่งเป็นร้านอาหารไทย ชื่อ ชีวิตไทยทำ อาหารให้เด็ก ๆ หม้อใหญ่ ๆ สัปดาห์ละ 4 วัน ส่วนข้าวนั้นเขามีอยู่แล้ว แต่ว่ากับไม่มีก็ เป็นอาหาร หรือสตู หรือแกง เต็มไปด้วยผักหม้อใหญ่ ๆ ส่วนเนื้อนั้นก็คงจะหาได้ยากพอ สมควรแล้วพยายามจะให้อาหารกับเด็กให้ได้รับประทานอาหารสัปดาห์ละ 4 วัน เมื่อไป ถึงสถานที่เขาได้จัดเพิงหรือเวทีการแสดงไว้ แล้วมีเด็กมอมแมมพอสมควร บางคนก็ เป็นอัมพาตนิด ๆ ขาลีบ บางคนก็ไม่ค่อยโตเท่าไหร่ เพราะว่าขาดอาหาร แต่ทุกคนก็ล้วน แต่น่ารักกันทั้งนั้น เด็กพวกนี้พ่อแม่ทอดทิ้งก็มี พ่อแม่เสียชีวิต หรือเกิดมาแล้วไม่มีคน ดูแล ก็มี พวกเขาตั้งใจที่จะแสดงรำอวยพรเหมือนไทยเลยครับ ใส่โจงกระเบน เสื้อที่เขา ขอยืมมาและก็ตั้งใจรำเพื่อขอบคุณทางคุณตุ๊กและ Bangkok Airways ที่ให้อาหารเขา เมื่อรำเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็เรียงแถวเข้ามารับอาหารหรือกับข้าวที่เราทำมาทั้งหม้อ คุณเตี้ยภรรยาคุณหมอประเสริฐเป็นคนตักก่อน ผมมองดูแล้วก็ถ่ายรูปเด็กที่เข้ามาขออาหารแล้วก็น้ำตาไหล เพราะว่ามันทำให้นึกถึงละครที่ผมเคยได้ดูที่เมืองนอก ซึ่งเกี่ยวกับ เด็กกำพร้าและโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า ท่านผู้อ่านบางท่านคงจะรู้จัก เด็กพวกนี้มีความไร้ เดียงสา เขาจนเพราะว่าเขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ความผิดของเขาทำให้ ผมสำนึกถึงชีวิตของคนไทยเราประเทศไทยเราว่าความจริงแล้ว ประเทศไทยคนไทย และโดยเฉพาะตัวผมเป็นคนที่โชคดีเป็นอย่างยิ่ง เราเกิดมามีกิน มีอาหารพอเพียงและ มีความสุขพอสมควร อาหาร 1 หม้อ ที่เราให้กับเด็กนี้ใช้เงินและแรงงานไม่มากนักแรง งานก็บริจาคจากร้าน ชีวิตไทย ซึ่งเสิร์ฟอารหารไทย และเป็นสถานที่น่าไปนั่งกินอาหาร ไทยมาก ส่วนค่าใช้จ่ายในการทำอาหารต่อวัน เฉลี่ยแล้วก็ประมาณวันละ 400 บาทท่าน ผู้อ่านครับ ผมสำนึกทันทีที่ผมได้ยินตรงนี้และมีความสลดใจว่าเมื่อตอนที่เราอยู่เมืองไทย ว่าปีหนึ่ง ๆ ใช้เงินไปเท่าไหร่ ค่าอาหารแพง ๆ ที่เราไปกินกัน ไม่ว่าจะเป็นคาร์เวีย แชม เปญหรืออาหารญี่ปุ่นแพง ๆ ผมมานั่งนึกถึงตอนที่ผมกินอาหารญี่ปุ่น กินปลาโอ ส่วนที่ เรียกว่าโตโร่ ชิ้น หรือคำละ 600 บาท กินมันเข้าไปได้ตั้ง 4-5 ชิ้น ๆ นั้น เราสามารถทำ อาหารให้เด็กพวกนี้กินได้ 10 กว่าวันผมมานึกดูแล้วก็ทุเรศตัวเองจึงเอ่ยปากถามคุณตุ๊ก ว่าผมอยากช่วยให้เด็กพวกนี้ได้มีอาหารกินทุกวัน และผมก็ได้สัญญาไว้ว่า ผมจะมอบค่า ตัวผม 1 อาทิตย์ 1 ตอนให้กับคุณตุ๊ก เพื่อเอาไปเป็นทุนสำหรับแจกอาหารให้กับเด็กที่ เสียมราช
คนไทยเรามีอาหารที่อุดมสมบูรณ์ คนไทยเราเกิดมามีความร่มเย็นเป็นสุข เราควรจะ ตอบแทนคืนให้กับสังคมเสียบ้าง แล้วตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับสั่งว่าเราควรจะอยู่และใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ผมคิดว่าผมเป็นคนที่เกิดมามีโชค ฉนั้นผมอยากให้ อะไรคืนกับสังคมบ้าง ท่านผู้อ่านครับ ไม่ใช่ให้คืนแต่เฉพาะสังคมนั้น ควรจะให้กับมนุษยชาติ ในฐานะที่เราเป็นพลเมืองของโลกนี้ และเรามีโอกาสมากกว่าเขา และเรามีทรัพย์สินมากกว่าเขา ผมเลิกกินอาหารญี่ปุ่นมื้อแพง ๆ ไป 3-4 มื้อ เด็กพวกนี้ก็จะได้กินอาหารไปได้เป็นเดือน หรือเกือบครึ่งปีเลย และมันก็ไม่ได้ทำให้ผมเดือดร้อนอะไรมากมายเลย เราทั้งหลายเป็นคนด้วยกัน และผมอยากจะฝากไว้ว่า พวกเราทั้งหลายควรจะมีน้ำใจซึ่ง กันและกัน เลิกคิดหาแต่ประโยชน์ใส่ตัว และเลิกความละโมบโลภมาก ทำความดีให้กับ สังคมและมนุษยชาติ ผมไม่ดีเป็นคนดีเด่นกว่าคนอื่นเลย แต่ผมมีความสุขกับการให้และ ความจริงแล้วนี่คือการทำทานที่ดีอย่างหนึ่ง และการที่มีโอกาสได้ไปเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้ากับคุณตุ๊กและพนักงานของ Bangkok Airways นั้น ก็ทำให้เราสำนึกถึงความเป็นมนุษย์ด้วยกันในโลก และสำนึกถึงโอกาสที่เรามีมากกว่าคนอื่น และผมก็ขออวยพรให้ ท่านผู้อ่านและบทความท้ายนี้เป็นสิ่งที่เตือนใจให้กับท่านผู้อ่านว่า ในหลวงของเรารับสั่ง ให้เราใช้ชีวิตที่สมดุล ที่พอเพียงและเลิกความโลภ รู้จักให้ และมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ ด้วยกัน เราคนไทยประเทศไทย เป็นประเทศที่มีน้ำใจมาก แต่ใน 10 ปีที่ผ่านมา น้ำใจ ของคนไทยก็หายไปมากพอสมควร เพราะว่าพวกเราคอยคิดแต่พัฒนาตนเอง บริษัท ของตนเอง และหาเงินหาทองมาประดับบารมี ซึ่งเรานึกว่าเงินทองนั้น เป็นสิ่งที่ซื้อหา ความสุขได้ แต่เปล่าเลย ไม่จริงเลยนะครับ หากท่านผู้อ่านบางท่านต้องการข้อมูลเพิ่ม เติมเกี่ยวกับเด็กกำพร้าที่เสียมราชนั้น ก็เขียนจดหมายหรือส่ง E mails มาหาผมได้ นะครับสัปดาห์หน้าผมจะไม่ได้เขียนเรื่องเศร้ามากเท่านแต่ผมอยากจะเตือนใจและเล่า ให้ฟังในสิ่งที่ผมประทับใจเกี่ยวกับการที่ผมได้เดินทางไปเสียมราชคราวนี้ครับ
Home | ประวัติ | บทความ | รายการ TV | Book
หมึกแดงชวนชิม | สูตรเด็ด | เคล็ดลับคู่ครัว
WebBoard | ติดต่อหมึกแดง | ลงโฆษณา Copyright © McDang.com Webmaster ; McDang@mcdang.com
