ต้นฉบับเนชั่นสุดสัปดาห์

ตอน Beer Garden and German Food

เกือบสองเดือนมาแล้ว ที่ผมได้เดินทางไปประเทศเยอรมันที่เมืองแฟรงค์เฟิร์ต เพื่อไปทำงานให้กับบริษัทการบินไทยในฐานะที่ผมเป็นที่ปรึกษาของเขา ก่อนที่จะออกเดินทางไปเยอรมันในคราวนี้ ผมได้เข้าพบคุณพิสิฐ กุศลาไสยานนท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายบริการลูกค้า หรือที่ในที่ในบริษัทการบินไทย เขาจะเรียกเป็นอักษรย่อว่า DG เพื่อไปรับนโยบายและความคิดเห็นจากท่าน เพราะในการเดินทางไปแฟรงค์เฟิร์ตในครั้งนี้ผมเองก็ไปทำหน้าที่ด้วยความประสงค์ของ คุณพิสิฐนั่นเองการบินไทยนั้นรับอาหารจาก Catering ในต่างประเทศ ถึง 32 หรือ 36 ประเทศด้วยกันเพราะฉะนั้นการเปลี่ยนเมนู หรืออะไรก็ตามต้องเดินทางไปประเทศนั้น ๆ ที่เรานำอาหารขึ้นเครื่อง แต่คุณพิสิฐได้เล็งเห็นว่าการไปทำงาน หรือเลือกอาหารสำหรับขึ้นเครื่องนี้หากต้องไปทุกประเทศ ก็จะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นหลายประเทศเราได้ซื้ออาหารจากบริษัทเดียวกันซึ่งมีสาขาทั่วโลก ซึ่งบริษัท ๆ นี้ก็คือก็คือบริษัท Gate Gourmet ซึ่งมีสาขาเป็นผู้แข่งขันในการทำอาหารขึ้นเครื่องของเราในประเทศไทยด้วย แต่เราไม่ได้ซื้อจากเขาในประเทศไทยเราซื้อจากเขาอีก 6 แห่งในต่างประเทศ คุณพิสิฐจึงได้ขอให้ทาง Gate Gourmet ทำ Chef Workshop ในหนึ่งประเทศ แต่ให้นำ Chef จากอีก 5 ประเทศที่เราซื้ออาหารมาทำอาหารตัวอย่างให้ทางการบินไทยได้เลือกเพื่อให้เลือกเป็น Food Bank หรือ Menu Bank เก็บไว้เพื่อเวลาจะมีการเปลี่ยนแปลงเมนู เราจะได้ไม่ต้องเดินทางไป ณ. ที่นั้น และจะทุ่นงบประมาณในการเดินทางไปด้วย ทำทีเดียวได้ 6 แห่งเลย และในอนาคตเวลาเปลี่ยนเมนูก็เพียงแต่นำเมนูต่าง ๆ จาก

Food Bank เหล่านี้มาใช้ เมื่อเดินทางไปถึงผม และทีมงานก็กะว่าต้องใช้เวลาในการทำงานทั้งวันตั้งแต่เช้ายันเย็น เพราะอาหารที่มาจาก 6 สถานีทั่วโลกพร้อม Chef ที่เขาเตรียมอาหารรอไว้ให้เรียบร้อยแล้วต้องมีการเลือก และมีการพูดคุยกันถึงรายละเอียดการทำ การนำเสนอ และตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับเข้าไปอยู่ใน Menu Bank หรือไม่ ก็ทราบ ๆ กันอยู่ดีนะครับว่าการบินไทยในยุคนี้ต้องพยายามใช้เงินให้น้อยที่สุด โดยคุณพิสิฐ เล็งเห็นว่าถึงแม้งบประมาณจะน้อย และประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะ IMF การบริการ และอาหารที่จะมานำเสนอบนเครื่องนั้น ก็ควรที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ และมีการนำ เมนูใหม่ ๆ ขึ้นเครื่องให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่ว่าเมนูไหนที่อยู่บนเครื่องก็ทิ้งไว้ 3 ปี 5 ปี โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย และ Menu Concept ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย จุดประสงค์ของคุณพิสิฐในครั้งนี้ก็คือได้ Menu Bank หรือเมนูใหม่ ๆ สำหรับการเปลี่ยนแปลงอาหารบนเครื่องทีเดียวจาก 6 สถานีเลย โดยไปแค่สถานีเดียวเท่านั้น ซึ่งก็ประสบความสำเร็จพอสมควร เพราะทาง Gate Gourmet ก็ได้ให้ความร่วมมือ และต้อนรับเราอย่างดี ผมคงจะไม่เขียนเกี่ยวกับเรื่องวิธีการเลือกเมนูอาหารหรืออะไรเหล่านี้ แล้วจะไปเขียนอีกในคอลัมน์ก็แล้วกันนะครับ เพียงแต่ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่าทางผมได้ไปเที่ยวไหนมาบ้าง และงานที่การบินไทยที่ผมได้ทำนั้นมีอะไร และคุณพิสิฐก็เป็นตัวตั้งตัวตีที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลพอสมควรที่จะให้อาหารการกินบนเครื่อง และการบริการลูกค้าบนเครื่องดีขึ้น โดยให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และได้ผลมากที่สุด หลังจากที่ได้ไปทำ Menu planning และเหนื่อยหน่ายกันมากพอสมควร บางท่านอาจจะนึกว่าการไปเลือกเมนู ไปคุยเรื่องเมนู และไปเลือกอาหารขึ้นเครื่องนั้นคงจะเป็นการสนุกพอสมควรเพราะว่าหมึกแดงได้กินอีกแล้วก็จริง อยู่ แต่ว่าอาหารเกือบ 200 กว่าที่เราจะชิมต้องเลือก ต้องคุยด้วย ใช้เวลานานมากพอสมควรจริง ๆ และไม่ได้กินเป็นเรื่องเป็นราวอย่างที่ผมอยากกินหรอกครับ เพราะแค่ชิมจิบดูรสชาติ พูดถึงวิธีการทำ วิธีการอุ่นควรจะเป็นอะไร เนื้อที่เขาเลือกมา ปลาที่เขาเลือกมากับซอสแบบนี้มันเหมาะสมหรือเปล่า อันนี้มันกลายเป็นวิชาการไปหมด แต่ก็มีอาหารหลากหลาย และมีสีมีสันดี หลังจากได้ทำงานกันทั้งวันเสร็จราว ๆ 6 โมงเย็น ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ทางฝ่าย Gate Gourmet นำโดยคุณAdd (ชื่อประหลาดดีนะครับ) ซึ่งก็อยู่เมืองไทย และบินสายการบินไทยมากพอสมควรเลย ก็พา Chef ทั้งหมดไปทำอาหารที่ Beer Garden Beer Garden ที่นั่นไม่เหมือนที่เมืองไทยนะครับ ร้านนี้เป็น Beer Garden และเรียกว่า”แฟรงค์เฟอเทอร์เฮาส์ “ แฟรงค์เฟอเทอร์เฮาส์นี้ก็เป็นร้านโบราณ ๆ ร้านพื้นเมืองของเยอรมันเขาที่มีทั่วไปในแฟรงค์เฟิร์ต ร้านนี้ก็เช่นเคยกินอาหารกันข้างนอก ตอนนั้นอากาศก็เริ่มอุ่นแล้วแต่เราก็ไปนั่งกันข้างนอก กินเบียร์ ไง ๆ ก็ต้องกินเบียร์ เพราะว่าอยู่ที่เยอรมัน และเบียร์เขาก็อร่อยมาก แบบเบียร์ที่ไม่ต้องกรองยังมีเลยครับ ที่เรียกว่า “ไวท์เซิร์นเบียร์” แก้วสูง ๆ ยาว ๆ กินกันทีท้องอืดไปเลย แต่เบียร์ที่นี่กินแล้วท้องไม่อืด และกินได้เยอะ แต่ทำให้พุงของหมึกแดงโตแน่ ๆ ระหว่างนั่งรอกินอาหารกันอยู่ทางเจ้าภาพก็สั่ง เพรทเซิล ซึ่งเป็นขนมปังขด ๆ และก็มีเกลือติดอยู่ด้วยหิ้วห้อยมาอยู่กับคล้าย ๆ เสาเล็ก ๆ สำหรับห้อย แล้วก็กินกับเบียร์เอร็ดอร่อยมาก มัน ๆ เค็ม ๆ ยิ่งมันยิ่งเค็มก็ยิ่งกินเบียร์เข้าไปอีก เพรทเซิลสมัยนี้เขาเริ่มจะขายกันในเมืองไทยแล้ว และยังไม่แน่ใจว่าเป็นที่นิยมกันหรือเปล่า เพราะมันแค่เค็มกับมันแป้งเท่านั้นเอง อาหารที่เราได้กินกันในคืนนั้นก็ไม่ต้องบอกว่าจะมีอะไรบ้าง เป็นอาหารพื้นเมืองจริง ๆ ถ้าท่านผู้อ่านเคยกินอาหารเยอรมันก็คงจะทราบว่าเขาให้เยอะ และจะเป็นอาหารที่ค่อนข้างจะหนักพอสมควร และที่เยอรมันทำอาหารเค็มไปหมดทุกแห่ง ที่ทำอาหารเค็มก็เพราะว่าคงอยากจะให้พวกเรากิน หรือคนประเทศเขากินเบียร์เข้าไปเยอะ ๆ เพื่อละลายความเค็ม แต่ผมกินเข้าไปแล้วหิวน้ำมากที่สุดเลยครับ และน้ำที่เมืองนอกก็ต้องสั่งน้ำขวดมากิน เขาเรียกว่า “Designer Water” คือน้ำขวดยี่ห้อต่าง ๆ เป็นน้ำแร่ธรรมชาติ อัดแก๊สหรือไม่อัดแก๊ส แปลกดี แต่ขวดหนึ่งแพงกว่าเบียร์เสียอีก สิ่งที่ได้กินเป็นสิ่งแรกหลังจากเพลทเซิลแล้วผมก็ได้สั่งบาร์บีคิวซี่โครงหมูแบบเยอรมันมากิน เขาให้มาเยอะแยะเกือบกินไม่หมด แต่เกรงใจกลัวว่าจะเสียของเปล่าเลยแจกให้คนอื่นกินบ้าง แล้วตัวเองกินส่วนที่เหลือ รสชาติซอสเปรี้ยว ๆ เค็ม ๆ หวาน ๆ แต่จะออกเค็มมากกว่าที่เราทำกันในเมืองไทย ไม่มีกลิ่นซีอิ๊วนะครับ เพราะว่าที่นี่น้ำซอสเขาไม่ใส่ซีอิ๊วเลย แต่ความหวานนั้นมาจากน้ำผึ้ง กัดกินด้วยมือนะครับ ไม่ต้องใช้มีดกับส้อมเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องกินกับมืออยู่แล้ว ขาหมูอบของเยอรมันนั้น ถ้าไม่กินก็คงไปไม่ถึงเยอรมัน เพราะฉะนั้นก็ต้องสั่งมากินกัน กินกับกะหล่ำปลีดอง ที่เรียกว่า”ซาวเวอร์เคลาท์” และสลัดมันแบบเยอรมัน ซึ่งไม่มีมายองเนสอยู่ในนั้น ร้านนี้ทำขาหมูแห้งไปนิดหนึ่ง ความจริงแล้วขาหมูข้างนอกต้องกรอบ มันต้องมีน้อยหน่อย เพราะว่าเขาต้องเอาไปต้มเสียก่อน แล้วจึงจะเอาไปอบหรือทอด และต้องต้มไม่นานเกินไปให้ข้างในนุ่ม แต่ยังมีความชุ่มชื้นอยู่ รู้สึกว่าขาหมูที่เราสั่งคราวนี้เป็นชิ้นเกือบสุดท้าย เพราะมันแห้งไป นิดหนึ่งแต่ก็ได้รสชาติ ถ้าได้พริกน้ำจิ้มที่ทำด้วยพริกตำกับกระเทียมตำใส่มะนาวและเกลือสักนิดหนึ่งคงจะอร่อยโข หลังจากนั้นก็สั่งอย่างอื่นมากินกันอีกหลายอย่าง เช่นปลาเฮลริ่งดองกินกับ ซาวครีม ซาวครีมก็คือครีมคล้ายโยเกิร์ตที่ทำด้วยครีมมันถึงได้ข้น และที่ขาดไม่ได้เป็นสิ่งสุดท้ายก็คือสตูเนื้อของเยอรมันที่เขาเรียกว่า “ซาวเวอร์บลัททัน” ซาวเวอร์บลัททันนี้รสเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ เค็ม ๆ กินกับกะหล่ำปลีสีม่วงที่เขาทำให้เป็นเปรี้ยวหวาน และ Potato Dumpling คือเขาเอาเนื้อมันบดผสมกับแป้ง แล้วใส่ไข่หน่อยนึงแล้วเอาผงฟูปั้นเป็นก้อน แล้วก็เอาไปต้ม แล้วเอามาทำเป็นคล้าย ๆ กินแทนข้าวกับเราอร่อยมาก แต่กินเข้าไปลูกเดียวก็นั่งอยู่ในท้องเราไป 10 ชั่วโมง มีอาหารอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ของหวานที่เยอรมันไม่มีอะไรมากมายหลอกครับ มีของหวานก็หวานจริง ๆ คืนนั้นอิ่มเสียจนไม่รู้จะพูดเช่นไร แล้วก็มีความสุกมากได้กินเบียร์เข้าไป 3 แก้ว ตาเหล่เลย หลังจากนั้นทาง Gate Gourmet ก็พาเรากลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน และเช้าวันรุ่งขึ้นก็เดินทางกลับประเทศไทยด้วยท้องที่อิ่มหนำสำราญ และได้ทำงานที่คุณพิสิฐได้สั่งการมาครั้งนี้ได้โดยดี

 
Copyright © McDang.com Webmaster ; McDang@mcdang.com

 

h="ž