ต้นฉบับ เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 36
สำหรับตีพิมพ์วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน 2543  
เรื่อง ไปเที่ยวที่เมืองนาริตะ (ประเทศญี่ปุ่น)
...........เมื่อ 3 อาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้ไปท่องเที่ยวและอัดรายการร่วมกับคุณพ่อที่ประเทศญี่ปุ่น เราได้เดินทางไปญี่ปุ่นโดยสายการบินไทย เพื่อไปถ่ายทำเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมที่ชื่อว่า "นาริตะวิว" ซึ่งเป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้ ๆ กับสนามบินนาริตะ ซึ่งเป็นสนามบินหลักของเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น การบินไทยนั้นได้บินมาที่โตเกี่ยวมาหลายสิบปีแล้ว และเมื่อเริ่มแรกในการ ให้บริการ เดินทางไปยังกรุงโตเกียวนั้น ลูกเรือของการบินไทย ก็ได้ใช้บริการของโรงแรมนาริตะวิวมาโดยตลอด ปีนี้ครบ 25 ปี
................ทางนาริตะวิว จึงเชิญผู้บริหารของการบินไทย และคุณชายถนัดศรี ไปร่วมฉลองความสัมพันธ์ ที่โรงแรมนาริตะวิวได้มีมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลา 25 ปี ในการนี้คุณชายเลยขอให้ผมได้ร่วมตามไปด้วย เพื่อไปดูเมืองนาริตะ เรื่องฉลองนั้นคงไม่ได้ฉลองมากเท่าไหร่ เพราะไปทำรายการครอบจักรวาลของคุณชาย แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าพวกเราส่วนมากเวลาไปญี่ปุ่นนั้น ก็จะนึกถึงแต่เมืองใหญ่ ๆ เช่น ถ้าไปลงที่สนามบินนาริตะ ก็จะเดินทางมุ่งหน้าเข้าไปยังกรุงโตเกียวซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
............โดยทางด่วนหรือทางรถไฟ เมืองนาริตะเป็นเมืองเก่า มีเอกลักษณ์ของเขาเอง มีถนน มีตัวเมืองเล็ก ๆ ที่น่ารัก แต่นาริตะไม่มีความสำคัญสำหรับนักทัศนาจร หรือผู้คนที่จะไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น เพราะพวกเรามองข้ามเมืองเล็ก ๆ นี้ไป นาริตะจึงกลายเป็นเมืองทางผ่าน คราวนี้ทางนาริตะวิว(โรงแรม) เขาจึงอยากจะให้พวกเราได้ทราบถึงความน่ารัก ความน่าสำคัญ และความน่าเที่ยวของตัวเมืองนาริตะ ซึ่งความจริงแล้วไม่ต้องเข้าไปยังตัวเมืองโตเกียวยังได้เลย ก็จะได้ซึมซับ วัฒนธรรม และทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเกือบเหมือนเดิมของประเทศญี่ปุ่น
 ........      ผมกลับมามองว่าความจริงแล้วเวลาที่เราได้ใช้ในการเที่ยวชมแหล่งเที่ยวต่าง ๆ และช็อพปิ้งต่าง ๆ แถวเมืองนาริตะซิตี้นั้น ได้ประโยชน์กับเรามาก และเราไม่ต้องไปวุ่นวายเบียดเสียดกับคนในตัวเมืองกรุงโตเกียวเลย และเรายังมีเวลาพอที่จะซึมซับวัฒนธรรม และรู้เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ของเมืองนี้ด้วย เมืองนาริตะเป็นเมืองเก่าหลายร้อยหลายพันปี และเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมที่ยืนยาวมาก ทุกเมืองเมื่อก่อนนี้ก็จะต้องมีวัด ซึ่งในเมืองนาริตะก็มีวัด ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่ชื่อว่า "ชินโชจิ"   (ชินโช คือชื่อของวัด คำว่าจิ แปลว่าวัด)
  ........      ชินโชจิเป็นวัดที่ใหญ่โตมโหฬาร แต่ไม่ใช่ศาสนาพุทธนะครับ เป็นศาสนาชินโตของเขา นั่นหละแต่มีความงดงามมากสร้างมาเป็นพัน ๆ ปีแล้ว หน้าวัดก็อยู่ในถนนที่คดเคี้ยวในตัวเมืองแคบ ๆ เต็มไปด้วยร้านรวงสวยงามที่มีเอกลักษณ์เป็นญี่ปุ่น ขายผักดอง ขายสิ่งของต่าง ๆ และมีร้านอาหารมากมาย
...........หน้าวัดจะมีพระญี่ปุ่นยืนเฝ้ายามอยู่หนึ่งองค์ ซึ่งก็น่ารักดี แต่รู้สึกว่าท่านมีวินัยจริง ๆ เลยต้องหันไปถามคนที่พามา ถามว่า "เขาเฝ้าทำไมต้องมายืนที่ถนนใหญ่เขาถูกทำโทษหรือ"เขาก็ตอบว่า "ไม่หรอกเป็นหน้าที่ของเขา" และเขาก็มีวินัยจริง ๆ ยืนสงบเสงี่ยมเรียบร้อยอยู่หน้าวัดทางเดินเข้าไปในวัดก็ไม่มีอะไรมากเรียบง่าย เมื่อขึ้นบันไดขึ้นไปบนศาลา หรือซุ้มประตูของวัด ก็จะเป็นซุ้มประตูที่มียักษ์อยู่สองตัว ใต้หลังคาและ ตะเกียงของซุ้มประตู แบบผ้าของญี่ปุ่น
............เดินผ่านซุ้มออกมาก็จะมีสะพานที่ทอดพาดสระน้ำเล็ก ๆ จะเรียกว่า "บ่อก็ได้" ทั้งสองข้าง มีปลาเงิน ปลาทองและเต่ามากมายอยู่ข้าง ๆ ขอบสระ หลังจากนั้นขึ้นบันไดไปอีกทีถึงจะขึ้นไปบนลานของตัววัดเอง เมื่อเข้าไปถึงลานของตัววัด ก็จะมีคล้าย ๆ ศาลาที่มีถังหรือหม้อใหญ่ ๆ ที่มีควันโชยออกมา ตรงนั้นเขามีความเชื่อถือกันว่าควันนี้เป็นควันวิเศษ ถ้าเราได้ลมควันหรือได้เอาร่างกายไปสูด สิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ก็จะออกมาจากร่างกายจนหมด แปลกดีนะครับ ตัววัดกว้างขวางเป็นลานมีเจดีย์และ      สิ่งก่อสร้างที่เป็นชั้น ๆ ออกไปตามสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น สะอาดสะอ้าน คนเดินเข้าไปก็จะรีบเข้าไปหาตัวโถหรือกระถางที่มีควันออกมา แล้วก็คำนับ และก็โบกเอาควันเข้ามาในร่างกาย แปลกดีครับ
               นอกจากนี้คงต้องไปอ่านในบทความของคุณชายหรือดูรายการครอบจักรวาลของคุณพ่อ เพราะประวัติของวัดนี้มีมากมาย สำหรับผู้ที่อยากจะทราบลึกลงไปกว่านี้อีก แต่คุณพ่อก็ยังบ่น เลยว่าที่ญี่ปุ่นโบว์ชัวว์ที่เขาทำกันนั้นไม่มีเป็นภาษาอังกฤษเลย มีแต่ภาษาญี่ปุ่น ก็หมายความว่าคนญี่ปุ่นเองนี้ก็เที่ยวในญี่ปุ่น และก็เป็นนักทัศนาจรที่เก่งกาจมาก เพราะฉะนั้นเขาจึงได้ทำโบว์ชัวว์เป็นภาษาของเขาเอง เมืองนาริตะนอกจากจะมีวัดแล้ว ยังมีร้านรวงเล็ก ๆ หลายร้อยปีบนถนนเมน ซึ่งล้วนแต่ตกแต่งแบบญี่ปุ่นและคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เดิมของญี่ปุ่นสมัยโชกุนะครับ ทุกสิ่งทุกอย่างกระจุ๋มกระจิ๋มไปหมด เมืองนี้ร้านรวงบนถนนเมนก็จะขายอาหาร ขายขนม และขายของดองต่าง ๆ ปลาดองของเขานั้นอร่อยมาก รสชาติเหมือนปลาต้มเค็มแต่เอาปลาหลากหลายชนิดมาทำรวมกันและอยู่ในแพ็คที่เป็นแพ็คสูญญากาศ
    .....  คนที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้วก็คงจะทราบว่าเวลาไปซื้อของกว่าจะได้ของมานั้น เขาต้องมีวิธี พิถีพิถันประดิบประดอยห่อของให้มันสวยงาม ก่อนที่จะรับเอากลับไปบ้าน แล้วก็ต้องฉีกหรือแกะเอาห่อออกเสียก่อน แปลกมากครับ นาริตะมีชื่อเสียงอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ เป็นศูนย์กลางหรือแหล่งผลิต หรือสถานสอนการทำปลาไหล หรืออูนากิมาหลายศตวรรษ และที่นี่จะมีโรงงาน หรือร้านที่เขาสาธิตการแล่เนื้อปลาไหลสด ๆ มาให้ดู เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก เพราะเขาทำรวดเร็วมาก
..............  หากท่านผู้อ่านคิดว่าเขาจะทารุณสัตว์นั้น ต้องเข้าใจว่าเขาต้องเอาของสด ๆ จริง ๆมาแล่เนื้อระหว่างที่มันยังเป็น ๆ อยู่จึงจะได้ของดีมีราคา วิธีการทำนั้น เขาจะเอาปลาไหลมาหนึ่งตัว เอามีดหรือเหล็กปลายแหลม ๆ เจาะหัวติดไว้กับเขียง เสร็จแล้วเชือดคอมันนิดหน่อย แล้วจึงแล่เอากระดูกออก และก็ผ่าเป็นชิ้น ๆ หลังจากนั้นเขาก็จะโยนปลาที่แล่เสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นสองข้าง
.........  เอามาให้คนที่เสียบไม้เสียบ เขาบอกกันว่าคนที่เป็นคนแล่ แล้วเอากระดูกของปลาไหลนั้นออกจะต้องมีการเทรน และใช้เวลาเทรนไม่ต่ำกว่า 6 ปี และคนที่เสียบไม้ก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี ก็จะเสียบไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว และคนที่ย่างหรือปิ้งตัวปลาไหลนั้น ก็จะต้องเทรนเป็นเวลา 3 ปี ผมคิดว่าถ้า"หมึกแดงไปเรียนทำปลาไหลกว่าจะเสร็จ และจบหลักสูตรมาก็ตายพอดี" เลยไปแค่ดูเท่านั้นเอง มิฉะนั้นต้องแย่แน่ ๆ อร่อยมากนะครับปลาไหลที่ทำสด ๆ และได้ รสชาติดีจริง ๆ ไปคราวนี้ซื้อผักดอง ซื้ออะไรต่ออะไรที่เป็นของกินทั้งนั้นเลย
 
    ...        พอกลับมากรุงเทพ ฯ ก็ไปตรวจร่างกายปรากฎว่าคุณหมอให้ลดอาหาร และให้เลิกกินเหล้าไป 3 เดือน หมึกแดงเลยต้องซวย เพราะตอนนี้ต้องระวังเรื่องอาหารหน่อย เพราะคอเรสเตอรอลสูงเหลือเกิน อาทิตย์หน้าผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินต่ออีกและจะพยายามเขียนให้มันสนุก ถึงแม้ว่าตนเองได้ชิมแค่คำสองคำเท่านั้นเอง.    
Copyright © McDang.com Webmaster ; McDang@mcdang.com

 

DDD— D